top of page
  • Writer: Pinyo Saowandee
    Pinyo Saowandee
  • Sep 1, 2023
  • 1 min read

Updated: Feb 21, 2024

การเรียนรู้ของมนุษย์ไม่มีที่สิ้นสุด ทุกคนเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ อยู่ตลอดเวลา ซึ่งตัวฉันเองก็เป็นมนุษย์คนหนึ่งที่ได้เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ เพิ่มขึ้นตลอดเวลา โดยเฉพาะช่วงมัธยม มีหลายสิ่งหลายอย่าง หลากหลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา (2020-ปัจจุบัน) ที่ทำให้เรารู้สึกว่าเรามีความคิดที่โตขึ้น เช่น เราได้รับรู้มุมมองบางอย่างที่เราคิดมาตลอดว่ามันปกติ แต่จริง ๆ แล้วสิ่งนั้นไม่ปกติ หรือในเรื่องของสังคมใหม่ ๆ ที่ฉันได้พบเจอและเมื่อฉันได้ค้นพบว่าฉันมีการพัฒนาตัวเองมากขึ้นจากเมื่อก่อน ฉันรู้สึกดีที่ตัวเองได้เติบโต


ฉันจึงอยากทำหนังสือเล่มนี้ เพื่อบอกเล่าถึงสิ่งต่าง ๆ ที่ฉันได้เรียนรู้มาตลอด 3-4 ปี ผ่านหนังสือเล่มนี้ เป็นทั้งการได้ทบทวนตนเอง และทำให้คนที่ผ่านเข้ามา ได้อ่านสิ่งที่ฉันได้เรียนรู้ ผู้อ่านอาจได้เรียนรู้อะไรเพิ่มเติมจากหนังสือเล่มนี้ นำไปปรับใช้ในชีวิตของตนเองได้ ก็ถือเป็นผลดีของคนที่ผ่านมาอ่านต่อ ๆ ไปด้วย อีกอย่างนึงที่คาดว่าผู้อ่านจะได้คือ การลองย้อนมองตัวเองว่าเราเติบโตขึ้นจากแต่ก่อนมากน้อยขนาดไหน ทำให้เราได้เห็นคุณค่าในตัวเองมากขึ้น



1. Spotlight Effect (Social-Evaluative Concerns)


เคยมั้ยที่เรารู้สึกกลัวหรือไม่กล้าทำอะไร ด้วยเหตุผลว่า เรากลัวคนอื่นจะตัดสินเรา กลัวคนอื่นมองเราไม่ดี มองเห็นข้อผิดพลาดของเรา ฉันเองก็เป็นหนึ่งในคนที่มีอาการนี้แวะเวียนมาหาอยู่บ่อย ๆ เมื่อทำอะไรที่คิดว่าน่าอายลงไป จนทำให้บางทีฉันกลายเป็นคนที่ไม่กล้าแสดงออก เพียงเพราะกลัวว่าเราจะเผลอทำอะไรที่น่าขายหน้าลงไป และคนอื่นจะมองว่าเราทำผิดพลาดลงไป ซึ่งอาการนี้เรียกว่า “Spotlight Effect”


อาการ Spotlight Effect เป็นคำที่นักจิตวิทยาสังคมใช้อธิบายถึงแนวโน้มที่คิดว่าคนอื่นคอยสังเกตเรา มองเห็นความผิดพลาด ข้อบกพร่องทั้งหมดของเรา คอยกังวลตลอดว่าคนอื่น ๆ จะคิดยังไงกับเรา


อาการนี้ส่งผลให้ฉันเป็นคนที่ไม่ค่อยที่จะกล้าไปอยู่ในจุดที่มีสายตาหลาย ๆ คู่กำลังจับจ้องอยู่ เช่น เวลาพรีเซนต์หน้าชั้นเรียน ฉันก็จะมีอาการกังวลอยู่ในใจว่า เราจะพูดอะไรผิดไหม และถ้าพูดอะไรติด ๆ ขัด ๆ เพื่อนจะมองว่าเราไม่เก่งพอหรือเปล่า และเมื่อฉันเกิดทำอาการที่ฉันไม่อยากให้เกิดเหล่านี้ไปจริง ๆ ฉันจะคอยโทษตัวเองอยู่ตลอดว่า ทำไมถึงไม่ทำให้ดีกว่านี้ ถ้าทำดีกว่านี้ก็คงจะไม่ต้องมาเครียดกับสิ่งที่เราทำลงไปแล้ว ซึ่งบางทีมันกลับไม่ใช่เรื่องใหญ่พอที่จะมานั่งเครียดได้เลย


จุดเปลี่ยนที่ทำให้ฉันเปิดมุมมองต่อเรื่องนี้อีกครั้งคือเมื่อคุณครูท่านหนึ่งมาโฮมรูมห้องฉัน แล้วครูพูดประโยคนึงว่า “ในวันวันนึงมันไม่มีใครมานั่งสนใจสิ่งที่เราทำผิดพลาดเล็ก ๆ น้อย ๆ หรอก” แค่ประโยคสั้น ๆ นี้ทำให้ฉันฉุกคิดในทางกลับกันว่า เออเนอะ … ในวันวันนึงตัวเราเองก็ไม่ได้ไปสนใจเรื่องที่คนอื่นทำผิดพลาดเล็ก ๆ น้อย ๆ ไว้เหมือนกัน แล้วทำไมคนอื่นต้องมานั่งคิดถึงข้อผิดพลาดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เราเคยทำไว้ด้วย ด้วยประโยคนี้ของครูทำให้ฉันสามารถลดอาการกังวลนี้ลงได้ไปประมาณซัก 30-40% จากแต่ก่อน ถ้าถามว่าอีก 60-70% ไปไหน ….. ฉันรู้สึกว่าการที่เราจะเปลี่ยนแปลงความรู้สึกของคนมันเป็นเรื่องยาก ณ ตอนนี้ที่ผ่านจากที่ครูพูดมาก็ 3 ปีแล้ว อาการ Spotlight Effect ของฉันก็ยังอยู่ แต่น้อยลง และเมื่อเราเกิดอาการนี้ขึ้น ประโยคนั้นก็จะลอยมาในหัว และทำให้ฉันสงบนิ่งลงได้มากขึ้น



Born to be YOU only ONCE


จำนวนประชากรโลกในปัจจุบันที่อัปเดตล่าสุดจาก UN คือแตะ 8,000,000,000 คนแล้ว ซึ่งแน่นอนว่า 8 พันล้านคนที่อยู่บนโลกใบนี้ มีใบหน้า บุคลิก นิสัย ลักษณะ เพศ เส้นเรื่องชีวิต และอื่น ๆ อีกมากมายที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งในประชากรโลก 8 พันล้านคนนี้ ก็รวมถึงพวกคุณที่กำลังอ่านอยู่ด้วย คุณมีใบหน้า เพศ บุคลิกนิสัย เส้นเรื่องชีวิต ที่เป็นหนึ่งเดียวใน 8 พันล้านคนนี้ ไม่มีใครสามารถมาเหมือนได้แม้กระทั่งฝาแฝดของคุณเอง แต่ละคนก็เติบโตมาในสังคมที่แตกต่างกัน บางคนก็เติบโตมาในสังคมที่ดี บางคนก็เติบโตมาในสังคมที่ไม่ดี เจอเส้นเรื่องของชีวิตที่แตกต่างกัน เจอสังคมที่ต่างกัน


ในเมื่อคุณมีแค่ 1 คนบนโลกเท่านั้น ดังนั้นสิ่งต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นมาในชีวิตก็จะไม่เหมือนกับคนอื่น เพราะฉะนั้นหากได้รับโอกาสใด ๆ ที่เข้ามาในชีวิตก็ควรจะคว้าไว้ แล้วใช้ชีวิตนี้ให้คุ้มค่าที่สุดกับการที่ได้เกิดมา


จากการที่ฉันได้คิดถึงเรื่องนี้เมื่อประมาณซัก 1-2 ปีที่แล้ว มันทำให้ฉันได้เรียนรู้ว่า เราไม่สามารถรู้ได้ว่าชาติหน้าจะมีจริงหรือเปล่า และถึงแม้ชาติหน้าจะมีจริงหรือไม่มีจริง เราก็เกิดมาเป็นตัวเราในปัจจุบันนี้ได้แค่ครั้งเดียว ในชาติหน้าเราอาจจะไปเกิดเป็นคนในอีกซีกโลกนึง เกิดเป็นสัตว์ในป่าใหญ่ หรือเกิดเป็นปลาทะเลในท้องมหาสมุทรอันกว้างขวาง ซึ่งโอกาสที่เราจะได้รับมันจะไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นหากเราพบกับโอกาสอะไรก็ตามที่ผ่านมาในชีวิต ก็ควรที่จะรีบคว้ามันเอาไว้ก่อน เราไม่รู้ว่าจะมีโอกาสแบบนี้อีกหรือเปล่า หรือเมื่อฉันหันไปมองเพื่อน ๆ และสังคมที่ฉันกำลังพบเจออยู่ ฉันก็รู้สึกยินดีทุกครั้งที่เราได้มีโอกาสมารู้จักกัน ถ้าเกิดไม่ได้เกิดมาในจุดนี้ก็อาจจะไม่พบคนเหล่านี้ ซึ่งเมื่อฉันคิดได้แบบนี้แล้ว เวลาเราจะลาจากใครซักคน ไม่ว่าจะจากเป็น หรือจากตายก็ตาม ในใจฉันก็มีอารมณ์เศร้าบ้าง แต่อีกใจหนึ่งก็คอยคิดอยู่ตลอดว่า ดีใจที่ได้พบกัน ได้รู้จักกัน เพราะโอกาสที่คนสองคนจะได้มารู้จักกันมันไม่ได้มีเยอะเลย



อย่ารักตัวเองในปัจจุบัน มากกว่าในอนาคต


ขออีกซัก 10 นาทีหน่าา …. เป็นความคิดของฉันทุกเช้าเมื่อเสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้นมา ซึ่งอาการนี้สำหรับฉันมันเข้าข่ายการรักตัวเองในปัจจุบันมากกว่าในอนาคต นั่นหมายถึง การที่เราเอาปัจจุบันของตัวเองเป็นตัวหลัก เราต้องการความสบายในปัจจุบัน ซึ่งบางทีเราก็ไม่ได้ตระหนักถึงว่า ในอนาคตเราจะลำบากอย่างไรและมากแค่ไหน


ยกตัวอย่างง่าย ๆ คือ ตอนนี้ฉันอยู่ ม.6 หนึ่งสิ่งที่สำคัญและน่าตื่นเต้นคือการสอบเข้ามหาวิทยาลัย และการที่เราจะเข้ามหาวิทยาลัยได้เราก็จำเป็นจะต้องไปอ่านหนังสือ ในหัวฉันจะตีกันเสมอ ใจหนึ่งก็อยากไปอ่านหนังสือ เราจะได้ทำข้อสอบได้ แต่อีกใจนึงก็ขี้เกียจไปอ่าน บางครั้งฉันผลัดเวลาไปเรื่อย ๆ จนดูเวลาอีกทีก็ห้าทุ่มเที่ยงคืนเสียแล้ว ฉันพึงคิดในหัวเสมอว่า ถ้าเราเอาตัวเองสบายในปัจจุบัน คือ เราไม่ได้อ่านหนังสือ เราเอาเวลาไปเล่นโทรศัพท์ ไปดูหนัง ไปดูทีวี เราสบายตอนนี้จริง แต่พอถึงเวลาที่เราจะสอบจริง ๆ เราจะมานั่งเสียดายว่า ทำไมเราถึงไม่ตั้งใจอ่านหนังสือ ถ้าเราอ่าน เราอาจจะสอบได้ลื่นไหลกว่านี้ เป็นต้น ซึ่งนี่จะเป็นอนาคตของฉันถ้าฉันไม่อ่านหนังสือในวันนี้ ดังนั้น เมื่อฉันไม่อยากให้ในวันสอบฉันเป็นแบบนั้น ฉันจึงจะเตือนใจตัวเองเสมอว่า “เราอย่าเอาความสบายในปัจจุบันแลกกับความทุกข์ในอนาคต” ซึ่งจริง ๆ แล้วอาจจะใช้กับเหตุการณ์อื่น ๆ ก็ได้ เช่น การกิน การลดน้ำหนัก การทำงาน เป็นต้น


ติดตามในรูปแบบไฟล์หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ได้ที่


เรียบเรียงโดย: นางสาวสิริกาญจน์ แจ้งอริยวงศ์



Logo Blue.png

สตูดิโอสื่อสร้างสรรค์และภาษาเพื่อสังคม
(Studio of Creative Media and Communication)
โรงเรียนรุ่งอรุณ

Copyright © 2021 Studio of Creative Media and Communication

All rights reserved.

bottom of page