ศิลป์พหุวัดบวร ศิลปะแห่งความหลากหลายที่ลงตัว
หากพูดถึงวัดสำคัญในเกาะรัตนโกสินทร์ แล้ว ชื่อแรก ๆ ที่ทุกคนนึกถึงคงไม่พ้นกับ “วัดบวรนิเวศวิหาร” อย่างแน่นอน เนื่องจากเป็นวัดที่มีความสำคัญของประเทศไทย และยังมีศิลปกรรมภายในวัดที่โดดเด่นกว่าวัดอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นในด้านสถาปัตยกรรม จิตรกรรม และประติมากรรม ล้วนเป็นศิลปะที่ผสมผสานความเป็นไทย ตะวันตก กับจีนในแต่จุดได้อย่างลงตัว ซึ่งจะมีอะไรบ้างและน่าสนใจมากแค่ไหน เชิญชวนทุกท่านมาอ่านกัน
อย่างแรกต้องพูดถึงประวัติของวัดบวรนิเวศก่อน วัดแห่งนี้แต่เดิมชื่อ “วัดใหม่” สร้างขึ้นสมัยรัชกาลที่ 3 ในปี พ.ศ. 2367 - 2375 โดยใกล้ ๆ กับวัดใหม่มีอีกวัดที่ติดกันชื่อ “วัดรังษี” เป็นวัดที่สมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนอิศรานุรักษ์ ทรงสถาปนาขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2366 ต่อมาในปี พ.ศ. 2458 สมัยรัชกาลที่ 6 ท่านทรงเห็นว่าวัดมีการทรุดโทรมเป็นอย่างมาก จึงโปรดเกล้าฯ ให้รวมสองวัดนี้เป็นวัดเดียวกัน ชื่อ “วัดบวรนิเวศวิหาร” และในส่วนวัดรังษี ณ ปัจจุบันจะใช้เรียกกลุ่มคณะสงฆ์แทนว่า “คณะรังษี”
วัดบวรนิเวศวิหาร เป็นวัดประจำรัชกาลที่ 6 และ 9 ของรัตนโกสินทร์ ซึ่งเป็นวัดที่พระมหากษัตริย์ในราชวงศ์จักรีส่วนใหญ่มาผนวชกัน เช่น รัชกาลที่ 4 หรือรัชกาลที่ 9 นอกจากนี้เคยเป็นที่ประทับของสมเด็จพระสังฆราชไทยถึง 4 องค์ และยังเป็นที่ตั้งของสถาบันการศึกษาของสงฆ์แห่งแรกที่เริ่มประยุกต์หลักพระพุทธศาสนาให้เข้ากับสังคมสมัยใหม่ โดยมีชื่อว่า “มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย”
เมื่อเราผ่านเข้าประตูมาในวัดแล้ว จะพบกับอุโบสถของวัดบวรนิเวศวิหาร เขตพุทธาวาส ภายนอกประกอบไปด้วยสถาปัตยกรรมต่าง ๆ ที่สวยงาม ผสมผสานความเป็นไทยและจีนอย่างเห็นได้ชัด เช่น หลังคาทรงไทยชั้นเดียวที่มุงด้วยกระเบื้องรางแบบจีน หน้าบันทั้ง 3 ด้านที่มีลวดลายเหมือนกัน คือ มีกรอบล้อมหน้าบัน เป็นพานรองรับพระขรรค์ มีพระมหามงกุฎครอบ กระจกสีที่ปิดทองล้อมรอบด้วยลายพุดตาน และใบเสมาของโบสถ์ที่มีลักษณะติดไปกับอุโบสถ
ภายในอุโบสถประดิษฐานพระประธาน “พระพุทธชินสีห์” และ “พระสุวรรณเขต” แม้วันนี้เราจะไม่สามารถเข้าไปภายในโบสถ์ได้ เนื่องจากมีการสวดมนต์ในวันลอยกระทง (วันอังคารที่ 8 พฤศจิกายน 2565) โดยพระพุทธชินสีห์จะอยู่ด้านหน้าพระสุวรรณเขต มีขนาดเล็กกว่าจนเห็นได้ชัด ซึ่ง 2 พระประธานที่วัดแห่งนี้ต่างมีศิลปกรรมที่ต่างกัน พระพุทธชินสีห์จะเป็นศิลปกรรมสมัยสุโขทัยที่มีความอ่อนช้อยของท่าทาง เกศาที่เป็นก้นหอย และทรงหน้าแบบไข่ ส่วนพระสุวรรณเขตจะมีลักษณะแบบศิลปกรรมสมัยอยุธยา อู่ทองรุ่นที่ 2 ใบหน้ามีความใหญ่และรูปร่างปากอวบอิ่ม โดยตามความเชื่อแล้ว หากมาวัดแห่งนี้จะต้องมาขอพรเสริมในด้านดวงชะตา และขอพรให้ชีวิตปราศจากอุปสรรคเภทภัยทั้งหลาย
นอกจากนี้ภายในอุโบสถยังมีภาพจิตรกรรมจากขรัวอินโข่ง จิตรกรที่มีชื่อเสียงและโด่งดังมากในสมัยรัชกาลที่ 3 และ 4 เพราะเขาสามารถผสมผสานความเป็นไทยและตะวันตกได้เป็นอย่างดี ในด้านของเทนนิคการวาดที่มีความอ่อนช้อยของตัวละคร แต่ยังคงมีกลิ่นอายของตะวันตก ซึ่งภาพจิตรกรรมเหล่านี้เต็มไปด้วยเรื่องราวพุทธประวัติ ความเป็นอยู่ของชาวบ้านในยุคสมัยนั้น และภาพปริศนาธรรมทั้ง 16 ภาพที่สามารถหาดูได้แค่วัดบวรนิเวศวิหารกับวัดบรมนิวาสเพียงเท่านั้น
หลังจากที่เราพูดถึงอุโบสถไปมากแล้ว เราได้เดินไปยังบริเวณพระมหาเจดีย์ รอบ ๆ นั้นสิ่งที่เห็นได้ชัด คือ ภาพปูนปั้นเล่าเรื่องไซอิ๋วในแต่ละตอน ซึ่งมีความสวยงามมาก ๆ ในด้านความอ่อนช้อยและความละเมียดของงาน นอกจากนั้นยังเห็นรูปปั้นของรัชกาลที่ 3 อีกด้วย
ต่อมาเราก็ได้เดินไปในเขตของสังฆาวาส ซึ่งเป็นเขตที่เต็มไปด้วยพระตำหนักของพระสงฆ์ ทางวัดอนุญาตให้คนภายนอกสามารถเดินได้ แต่ห้ามเข้าพระตำหนักเพียงเท่านั้น โดยบรรยากาศจะต่างจากเขตพุทธาวาสมาก เพราะตำหนักแต่ละหลังเป็นศิลปะแบบไทยผสมตะวันตก มีความโมเดิร์นและเหมาะแก่การถ่ายรูปสวย ๆ ซึ่งความคอนทราสของสีแต่ละตึก จะทำให้ภาพที่ถ่ายออกมาราวกับว่าเราอยู่ต่างประเทศ
จากทั้งหมดที่ได้เล่ามานั้น สิ่งที่เราประทับใจที่สุด คือ ศิลปกรรมที่ผสมผสานความเป็นไทย จีน และตะวันตกได้อย่างชัดเจน ในส่วนของเขตพุทธาวาส พระพุทธรูปคงเป็นจุดที่โดดเด่นและงดงามที่สุด และในส่วนของสังฆาราช พระตำหนักต่าง ๆ ก็เป็นจุดที่ดึงดูดผู้คนได้มากเช่นเดียวกัน ดังนั้นแล้ววัดบวรนิเวศเองก็สามารถสื่อความหลากหลายของศิลปกรรมได้เป็นอย่างดี และเราก็หวังว่าจะได้มีโอกาสกลับมาเยือน ณ ที่แห่งนี้อีกครั้ง

“พระพุทธชินสีห์” (องค์หน้า) และ “พระสุวรรณเขต” (องค์หลัง) เป็นพระประธานของวัดบวรนิเวศ ประดิษฐานภายในโบสถ์ โดยพระพุทธชินสีห์ถูกอัญเชิญมาจากวิหารทางด้านเหนือของวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จังหวัดพิษณุโลก เนื่องจากวิหารดังกล่าวนั้นได้มีการชำรุด และขาดการปฏิสังขรณ์ จึงนำมาประดิษฐาน ณ วัดแห่งนี้ ส่วนพระสุวรรณเขต มีอีกชื่อหนึ่ง คือ “หลวงพ่อโต” หรือ “หลวงพ่อเพชร” เป็นพระพุทธรูปที่มีขนาดใหญ่มาก ถูกอัญเชิญมาจากวัดสระตะพาน จังหวัดเพชรบุรี และกลายมาเป็นพระประธานองค์แรกของวัดบวรนิเวศแห่งนี้

หน้าบันของวัดมีลักษณะสวยงามและโดดเด่นจากวัดอื่น ๆ คือ กรอบล้อมหน้าบัน เป็นพานรองรับพระขรรค์ มีพระมหามงกุฎครอบ กระจกสีที่ปิดทองล้อมรอบด้วยลายดอกพุดตาน

หน้าบันในลักษณะอีกแบบ คือ กรอมล้อมหน้าบัน ตรงกลางหน้าบันมีกระจกสีต่าง ๆ ที่ประดับเป็นรูปดอกพุดตานที่แตกยอดกันไปจนเกิดความสวยงาม

หน้าบันในลักษณะอีกแบบ คือ กรอมล้อมหน้าบัน ตรงกลางหน้าบันมีกระจกสีต่าง ๆ ที่ประดับเป็นรูปดอกพุดตานที่แตกยอดกันไปจนเกิดความสวยงาม

พระมหาเจดีย์ตั้งอยู่ถัดจากโบสถ์ เจดีย์มีลักษณะสันฐานกลม หรือที่เรียกว่า “ลอมฟาง” มีชั้นทักษิณ 2 ชั้น เป็นสี่เหลี่ยมฐานพระเจดีย์ชั้นบนโดยอ้อมรอบภายในประดิษฐานพระเจดีย์ศิลาองค์ย่อม บรรจุแผ่นศิลาจารึกพระพุทธวจนะเปนอุเทสิกเจดีย์ ภายนอกมีเจดีย์กาไหล่ทองอีก 4 องค์ คือ พระไพรีพินาศเจดีย์ (ด้านตะวันตก) พระเจีย์บรมราชานุสรณ์พระชนมพรรษา 5 รอบของรัชกาลที่ 9 (ด้านใต้) พระเจดีย์ไม้ปิดทอง (ด้านตะวันออก) และพระเจดีย์โลหะปิดทอง (ด้านเหนือ) นอกจากนี้บริเวณซุ้มประตูทางเข้าเจดีย์ยังมีรูปปั้นสัตว์ต่าง ๆ เช่น ช้าง และมีรูปปั้นรัชกาลที่ 3 ตั้งอยู่หน้าเจดีย์อีกด้วย

ภาพปูนปั้น ณ บริเวณพระมหาเจดีย์ที่เล่าเรื่องไซอิ๋ว ตอน หงอคงบุกบาดาล โดยด้านซ้ายเป็นภาพหงอคงสวมชุดเกราะทอง หมวกทองคำปีกหงส์และรองเท้าใยบัว ถือกระบองวิเศษเหาะอยู่บนเมฆ ส่วนทางขวาเป็นพญามังกรและเหล่าบริวารเต่าถือธงที่มีอักษรจีนว่า “东” (ตง) แปลว่า ตะวันออก ซึ่งหมายถึงพญามังกรประจำทิศบูรพา

ภาพปูนปั้น ณ บริเวณพระมหาเจดีย์อีกภาพหนึ่ง โดยเล่าเรื่องไซอิ๋ว ตอน เต่าวิเศษพาคณะผู้อัญเชิญพระไตรปิฎกข้ามแม่นำทงเบียน ด้านซ้าย คือ ซัวเจ๋งกำลังแกคัมภีร์พระไตรปิฎก ต่อมา คือ พระถังซำจั๋ง ม้ามังก ร ตือโป๊ยก่าย และหงอคง ส่วนทางขวา คือ เต่าวิเศษที่มารอคณะผู้เดินทางอัญเชิญพระไตรปิฎก เพื่อจะพาข้ามแม่น้ำทงเทียน

“ปริศนาธรรม” ภาพจิตรกรรมภายในโบสถ์ที่ต้องการจะสื่อถึงพุทธคุณของพระพุทธเจ้าผ่านการใช้ชีวิตของมนุษย์ โดยในภาพปริศนาธรรมนี้มีชื่อว่า “สระดอกบัว” เล่าเรื่องของชาวต่างชาติที่รายล้อมดูดอกบัวในสระน้ำ แต่มีดอกบัวที่ใหญ่และสวยอยู่ดอกหนึ่ง ซึ่งเปรียบเสมือนกับพระพุทธเจ้าที่เป็นดอกบัวโผล่พ้นน้ำอย่างสวยงาม มีประเสริฐฟุ้งไปในทิศทั้งปวง กลิ่นดอกบัวใหญ่เหมือนธรรมะ เพราะเป็นของเกิดแต่พระพุทธเจ้า หมู่คนที่ชื่นชอบดอกบัวก็เปรียบเหมือนหมู่อริยเจ้าที่ได้พระธรรมพิเศษ ได้มรรคผลเพราะได้ฟังพระธรรมเทศนา

“เรือกลางมหาสมุทร” ภาพปริศนาธรรมอีกกภาพที่เล่าเรื่องของเรือสำเภาที่อยู่กลางมหาสมุทร ซึ่งเต็มไปด้วยทั้งเรือลำใหญ่และเล็ก โดยเรือลำเล็กกำลังจับวาฬ มีกลุ่มคนบนฝั่งคอยยืนชมอยู่ มองไปอีกฟากมีเจดีย์ทรงมอญตั้งอยู่ ซึ่งภาพนี้เปรียบเสมือนว่านายเรือสำเภาคือพระพุทธเจ้า อีกฟากที่มีเจดีย์คือการนิพพาน โดยการที่จะว่ายน้ำไปยังฟากฝั่งตรงเจดีย์เป็นอะไรที่ยากมาก ดังนั้นแล้วพระพุทธเจ้าจึงเปรียบเสมือนผู้สร้างเรือ ให้ผู้คนสามารถข้ามไปถึงได้

ภาพจิตรกรรมภายในโบสถ์ที่เล่าเรื่องถึงวิถีชีวิตของชาวบ้าน โดยเทคนิคที่ใช้ คือ การวาดคนแบบไทย แต่อาคารบ้านเรือนมีศิลปะความเป็นจีนเข้ามาปนบ้างเล็กน้อย

“ตำหนักเพ็ชร” ตั้งอยู่ในเขตสังฆาวาส เป็นตำหนักที่รัชกาลที่ 6 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างถวายเป็นท้องพระโรงแด่สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ 10 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อปี พ.ศ. 2457 ปัจจุบันหลังจากการสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระสังฆราชพระตำหนักแห่งนี้ได้เป็นที่ประดิษฐานพระศพสมเด็จพระญานสังวร สมเด็จพระสังฆราช
(เจริญ สุวฑฺฒโน) สกลมหาสังฆปริณายก โดยในด้านของศิลปกรรมเป็นพระตำหนักชั้นเดียวสร้างด้วยคอนกรีต มุงกระเบื้องเคลือบ ประดับสันหลังคาด้วยด้วยปูนปั้นลายกระจัง ปูพื้นด้วยหินอ่อน หน้าบันประดับด้วยลายมหามงกุฎและวัชระล้อมด้วยเครือเถา และถัดลงมาจารึกชื่อพระตำหนักเพ็ชร

บริเวณนี้เป็นด้านข้างของตำหนักเพ็ชรที่ติดกับคลองขุดขนาดเล็กเพื่อแยกระหว่างเขตสังฆาวาสและเขตพุทธาวาส มีทางเดินเล็ก ๆ ให้สามารถเดินได้ ซึ่งเป็นอีกจุดที่เหมาะแก่การถ่ายรูปมาก
รูปจาก
เรียบเรียงโดย
นางสาวเขมจิรา เหล็กงาม
